ใต้ร่มไม้
posted on 18 Oct 2007 20:52 by kaaeww
ภายใต้ร่มเงาต้นแสงจันทร์
ชายหนุ่มผู้หนึ่ง
นั่งแนบอิงอยู่กับความเหงา
ชายหนุ่มผู้หนึ่ง
นั่งแนบอิงอยู่กับความเหงา
...
แสงแดดค่อย ๆ ขับไล่ม่านหมอกออกไปจากสวนสาธารณะ
ชายผู้หนึ่งกำลังชะเง้อหาใครบางคนด้วยสีหน้ากระวนกระวาย
ชายหนุ่มลุกขึ้นยืน เผยให้เห็นช่องว่างของน้ำค้างบนเกาอี้ยาว
เขาคงนั่งอยู่ตรงนี้มาตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้น
ชายหนุ่มลูบใบหน้าพลางพึมพำ
"เธอหายไปอยู่ที่ไหนกัน"
สายแล้ว... เขายังไม่เห็นวี่แววของหญิงสาวที่รอคอย
ท้องไส้เริ่มปั่นป่วน เหงื่อเม็ดน้อยๆ พากันฝุดขึ้นมาบนใบหน้าโทรมๆ
เขาไม่ได้นอนมาตลอดทั้งคืน
ลมหายใจแผ่วเบา
แต่หัวใจกลับหนักอึ้ง
ชายผู้หนึ่งกำลังชะเง้อหาใครบางคนด้วยสีหน้ากระวนกระวาย
ชายหนุ่มลุกขึ้นยืน เผยให้เห็นช่องว่างของน้ำค้างบนเกาอี้ยาว
เขาคงนั่งอยู่ตรงนี้มาตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้น
ชายหนุ่มลูบใบหน้าพลางพึมพำ
"เธอหายไปอยู่ที่ไหนกัน"
สายแล้ว... เขายังไม่เห็นวี่แววของหญิงสาวที่รอคอย
ท้องไส้เริ่มปั่นป่วน เหงื่อเม็ดน้อยๆ พากันฝุดขึ้นมาบนใบหน้าโทรมๆ
เขาไม่ได้นอนมาตลอดทั้งคืน
ลมหายใจแผ่วเบา
แต่หัวใจกลับหนักอึ้ง
...
มดตัวน้อย
เดินทางไกล
ผ่านสนามหญ้าอันไพศาล
เดินทางไกล
ผ่านสนามหญ้าอันไพศาล
...
ดวงตะวันสีแดงก่ำกำลังลับขอบฟ้า ทั่วทั้งท้องนภาก็ทาสีแดง
มดแดงตัวหนึ่งกำลังเดินช้าๆ ลัดเลาะไปตามทางในสนามหญ้า
มดน้อยไต่ขึ้นไปบนยอดดอกหญ้าก้านหนึ่ง พลางมองไปรอบๆ
ต้นแสงจันทร์ใบดกครึ้มนั้นยังอยู่ห่างไกลเหลือเกิน
มดน้อยกลับไม่ได้ถอดใจ ยังคงมุ่งมั่นเดินทางต่อไป
ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว คืนนี้ก็คล้ายว่าจะเป็นคืนแรม
มีเพียงแสงไฟจากโคมบนเสาที่ส่องสว่างในสวนสาธารณะแห่งนี้
มดน้อยก็ไม่ได้แยแสต่อความมืดมิด
ยังคงใช้หนวดของมันนำทางต่อไป
มดแดงตัวหนึ่งกำลังเดินช้าๆ ลัดเลาะไปตามทางในสนามหญ้า
มดน้อยไต่ขึ้นไปบนยอดดอกหญ้าก้านหนึ่ง พลางมองไปรอบๆ
ต้นแสงจันทร์ใบดกครึ้มนั้นยังอยู่ห่างไกลเหลือเกิน
มดน้อยกลับไม่ได้ถอดใจ ยังคงมุ่งมั่นเดินทางต่อไป
ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว คืนนี้ก็คล้ายว่าจะเป็นคืนแรม
มีเพียงแสงไฟจากโคมบนเสาที่ส่องสว่างในสวนสาธารณะแห่งนี้
มดน้อยก็ไม่ได้แยแสต่อความมืดมิด
ยังคงใช้หนวดของมันนำทางต่อไป
...
เวลาเที่ยงคืน
นกปิ๊ดจะลิวสัปหงก
หลับไหลภายใต้แสงจันทร์
...
นกปิ๊ดจะลิวสัปหงก
หลับไหลภายใต้แสงจันทร์
...
เมฆบนท้องฟ้าถูกลมพักพาออกไปจนสิ้น
พระจันทร์เต็มดวงจึงปรากฎต่อสายตาสัตว์น้อยใหญ่ในโลก
นกปิ๊ดจะลิวตัวหนึ่งกลับไม่ทราบว่าคืนนี้มีแสงจันทร์ที่งดงามยิ่ง
นั่นเพราะมันกำลังหลับ
เจ้านกกำลังฝัน
ในฝันของมัน นกหนุ่มตัวหนึ่งร่อนไปมาเหนือยอดไม้
แสงแดดยามสายขับสีน้ำตาลของมันให้ดูสดใสเป็นที่สุด
แล้ว...
ก็พลันปรากฎตาข่ายโบกวูบขึ้น
ภาพฝันมืดลง เหลือเพียงเสียร้องครวญครางของนกหนุ่มตัวนั้น
พระจันทร์เต็มดวงจึงปรากฎต่อสายตาสัตว์น้อยใหญ่ในโลก
นกปิ๊ดจะลิวตัวหนึ่งกลับไม่ทราบว่าคืนนี้มีแสงจันทร์ที่งดงามยิ่ง
นั่นเพราะมันกำลังหลับ
เจ้านกกำลังฝัน
ในฝันของมัน นกหนุ่มตัวหนึ่งร่อนไปมาเหนือยอดไม้
แสงแดดยามสายขับสีน้ำตาลของมันให้ดูสดใสเป็นที่สุด
แล้ว...
ก็พลันปรากฎตาข่ายโบกวูบขึ้น
ภาพฝันมืดลง เหลือเพียงเสียร้องครวญครางของนกหนุ่มตัวนั้น
...
เรื่องราวในโลกนี้
มักเกิดขึ้นรวดเร็ว
จบลงอย่างรวดเร็ว
มักเกิดขึ้นรวดเร็ว
จบลงอย่างรวดเร็ว
...
นกน้อยตื่นขึ้นในตอนสาย
ฟ้ากระจ่างสดใส แต่เจ้านกน้อยกลับรู้สึกโศกเศร้ายิ่งกว่านกตัวไหนในโลก
เป็นเวลาหลายวันมาแล้วที่นกน้อยไม่ได้พบกับนกหนุ่มตัวหนึ่ง
หลังจากทั้งสองพากันแยกออกจากฝูงมาหาที่ทำรัง
ก็พบต้นแสงจันทร์ต้นใหญ่ต้นหนึ่งในสวนสาธารณะ
กิ่งของมันมั่นคง แวดล้อมไปด้วยต้นไม้ใหญ่น้อยนานาพันธ์
ทั้งคู่ตัดสินใจจะใช้ที่นี่เป็นรังสำหรับวางไข่
ฟ้ากระจ่างสดใส แต่เจ้านกน้อยกลับรู้สึกโศกเศร้ายิ่งกว่านกตัวไหนในโลก
เป็นเวลาหลายวันมาแล้วที่นกน้อยไม่ได้พบกับนกหนุ่มตัวหนึ่ง
หลังจากทั้งสองพากันแยกออกจากฝูงมาหาที่ทำรัง
ก็พบต้นแสงจันทร์ต้นใหญ่ต้นหนึ่งในสวนสาธารณะ
กิ่งของมันมั่นคง แวดล้อมไปด้วยต้นไม้ใหญ่น้อยนานาพันธ์
ทั้งคู่ตัดสินใจจะใช้ที่นี่เป็นรังสำหรับวางไข่
ในระว่างที่กำลังสำรวจบริเวณอยู่นั้นเอง
นกหนุ่มก็พลันส่งเสียงก้องกังวาลใส เรียกหานกสาว พลางโฉบลงมาจากยอดไม้
เงาดำมืดใต้ต้นไม้ก็เคลื่อนไหว...
เมื่อนกหนุ่มโผตัวร่อนอีกครั้ง ... มันก็ไม่มีโอกาสที่จะโบยบินอย่างเสรีอีกต่อไป
นกสาวโผล่ออกมาจากต้นแสงจันทร์ที่มีใบทึบ
นกหนุ่มก็หายสาปสูญไปแล้ว...
...
ฟ้ากระจ่างสดใส แต่เจ้านกน้อยกลับรู้สึกโศกเศร้ายิ่งกว่านกตัวไหนในโลก
เป็นเวลาหลายวันมาแล้วที่นกน้อยไม่ได้พบกับนกหนุ่ม
นกน้อยซูบผอม และไร้เรี่ยวแรงแม้แต่จะบิน
ต้นไม้พลันสั่นสะเทือน... ร่างของนกน้อยก็ร่วงหล่นลงไปสู่ผืนหญ้าเขียวขจี
เป็นเวลาหลายวันมาแล้วที่นกน้อยไม่ได้พบกับนกหนุ่ม
นกน้อยซูบผอม และไร้เรี่ยวแรงแม้แต่จะบิน
ต้นไม้พลันสั่นสะเทือน... ร่างของนกน้อยก็ร่วงหล่นลงไปสู่ผืนหญ้าเขียวขจี
...
มดน้อยเดินทางมาสามวันเต็ม โดยไม่หยุดพักแม้เพียงนาที
ราวกับว่ามดตัวนี้จะมีพลังดุจช้างสารก็มิปาน
มันยังคงเดินหน้ามุ่งสู่ต้นแสงจันทร์
มดน้อยเดิมทีอาศัยอยู่ในซอกมุมของบ้านเล็กๆ ริมฝั่งน้ำปิง
แล้วในตอนบ่ายของวันหนึ่งก็ปรากฎมีเสียงนกร้องขึ้นอย่างประหลาด
เป็นเสียงร้องที่ไพเราะกังวาลอย่างที่สุด
แต่ก็เศร้าเศร้าบีบเค้นหัวใจอย่างหาที่เปรียบไม่ได้
มดน้อยผู้ซึ่งเป็นถึงมดทหารในกองพันทหารราบที่สิบสามแห่งรังราชินี
ไม่อาจจะหักห้ามใจให้ออกมาดูว่าเกิดเรื่องราวอย่างไรขึ้น
เมื่อออกมาถึงปากทางก็พบเห็นสัตว์น้อยใหญ่ในบ้านต่างกำลังจ้องมองนกแปลกประหลาดนี้
มันร่ำร้อง กระพือปีกที่ทรงพลัง ทว่าก็ทำอะไรกรงนกที่เป็นโลหะไม่ได้
"พวกเจ้าไม่มีหัวใจหรืออย่างไร ช่วยข้าออกไปที"
"ช่วยข้าออกไปๆๆๆ"
นกหนุ่มตัวนั้นกรีดร้องราวกับเสียสติ
มดน้อยเดินฝ่าฝูงมด แมงมุม และจิ้งจกเฒ่า ขึ้นไปบนขื่อแล้วไ่ต่ลงมายังกรงนก
ราวกับว่ามดตัวนี้จะมีพลังดุจช้างสารก็มิปาน
มันยังคงเดินหน้ามุ่งสู่ต้นแสงจันทร์
มดน้อยเดิมทีอาศัยอยู่ในซอกมุมของบ้านเล็กๆ ริมฝั่งน้ำปิง
แล้วในตอนบ่ายของวันหนึ่งก็ปรากฎมีเสียงนกร้องขึ้นอย่างประหลาด
เป็นเสียงร้องที่ไพเราะกังวาลอย่างที่สุด
แต่ก็เศร้าเศร้าบีบเค้นหัวใจอย่างหาที่เปรียบไม่ได้
มดน้อยผู้ซึ่งเป็นถึงมดทหารในกองพันทหารราบที่สิบสามแห่งรังราชินี
ไม่อาจจะหักห้ามใจให้ออกมาดูว่าเกิดเรื่องราวอย่างไรขึ้น
เมื่อออกมาถึงปากทางก็พบเห็นสัตว์น้อยใหญ่ในบ้านต่างกำลังจ้องมองนกแปลกประหลาดนี้
มันร่ำร้อง กระพือปีกที่ทรงพลัง ทว่าก็ทำอะไรกรงนกที่เป็นโลหะไม่ได้
"พวกเจ้าไม่มีหัวใจหรืออย่างไร ช่วยข้าออกไปที"
"ช่วยข้าออกไปๆๆๆ"
นกหนุ่มตัวนั้นกรีดร้องราวกับเสียสติ
มดน้อยเดินฝ่าฝูงมด แมงมุม และจิ้งจกเฒ่า ขึ้นไปบนขื่อแล้วไ่ต่ลงมายังกรงนก
"ท่านโปรดฟังข้าพเจ้าก่อนเถอะ"
มดน้อยตะโกนสุดเสียง แต่นกบ้าตัวนี้เหมือนกับจะไม่ได้ยิน
มดแดงแผลงฤทธิ์ กระโดดลงจากกรงลวด เกาะบนหลังเจ้านกฝังเขี้ยวมดลงไปเต็มแรง
นกหนุ่มอ้าปากค้าง แต่กลับไม่มีเสียงร้อง
เมื่อได้สติก็หยุดหอบอยู่ตรงนั้นเอง
"ท่านมีเรื่องราวใดให้ข้าพเจ้าช่วยได้บ้างหรือไม่"
มดแดงผู้กล้าหาญตัวนี้มักมีนิสัยองอาจไม่กลัวภัยใดๆ เช่นนี้เสมอ
นกหนุ่มถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ แล้วจึงเริ่มเล่าเรื่องเหตุการณ์ที่มันถูกจับมาที่นี่
เล่าถึงต้นแสงจันทร์ขนาดมหึมา และคู่รักของตน
เมื่อเอ่ยถึงนกสาว ดวงตาของมันก็เกิดประกายรันทดขึ้นมาอย่างจับจิต
มดน้อยกลับฉงนในคำ "คู่รัก" อย่างยิ่ง
แต่ว่า แม้อยากจะถามต่อไปก็เกรงจะทำให้นกหนุ่มชอกช้ำไปมากกว่านี้
จึงเสนอตัวจะนำข้อความไปบอกกล่าวแก่คู่รักของนกหนุ่มซึ่งกำลังรอคอยอยู่บนต้นแสงจันทร์นั้น
มดน้อยตะโกนสุดเสียง แต่นกบ้าตัวนี้เหมือนกับจะไม่ได้ยิน
มดแดงแผลงฤทธิ์ กระโดดลงจากกรงลวด เกาะบนหลังเจ้านกฝังเขี้ยวมดลงไปเต็มแรง
นกหนุ่มอ้าปากค้าง แต่กลับไม่มีเสียงร้อง
เมื่อได้สติก็หยุดหอบอยู่ตรงนั้นเอง
"ท่านมีเรื่องราวใดให้ข้าพเจ้าช่วยได้บ้างหรือไม่"
มดแดงผู้กล้าหาญตัวนี้มักมีนิสัยองอาจไม่กลัวภัยใดๆ เช่นนี้เสมอ
นกหนุ่มถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ แล้วจึงเริ่มเล่าเรื่องเหตุการณ์ที่มันถูกจับมาที่นี่
เล่าถึงต้นแสงจันทร์ขนาดมหึมา และคู่รักของตน
เมื่อเอ่ยถึงนกสาว ดวงตาของมันก็เกิดประกายรันทดขึ้นมาอย่างจับจิต
มดน้อยกลับฉงนในคำ "คู่รัก" อย่างยิ่ง
แต่ว่า แม้อยากจะถามต่อไปก็เกรงจะทำให้นกหนุ่มชอกช้ำไปมากกว่านี้
จึงเสนอตัวจะนำข้อความไปบอกกล่าวแก่คู่รักของนกหนุ่มซึ่งกำลังรอคอยอยู่บนต้นแสงจันทร์นั้น
"ท่านโปรดบอกนางด้วยเถิด ว่าข้าพเจ้าได้สิ้นใจแล้ว"
นกหนุ่มถอนหายใจแล้วกลาวต่อ
"บอกว่าข้าพเจ้าสิ้นใจอย่างเป็นสุขยิ่ง เป็นสุขยิ่งที่ได้รักนาง"
มดน้อยถึงจะสงสัยอยู่บ้าง แต่ก็เข้าใจขึ้นมาในฉับพลัน
หากบอกไปนกหนุ่มอยู่ที่ใดนางคงรุดมาหาเป็นแน่ เขาคงต้องการเพียง
ให้นางยังคงมีเสรีภาพที่จะโบยบิน ดีกว่าถูกจับมาขังในกรงอันคับแคบนี้
เป็นการตัดสินใจที่เด็ดเดี่ยวมากทีเดียว
ราวกับว่ามดตัวนี้จะมีพลังดุจช้างสารก็มิปาน
มันยังคงเดินหน้ามุ่งสู่ต้นแสงจันทร์
อ้อมผ่านรองเท้าหลายคู่ ต้นแสงจันทร์นั้นมีขนาดมหึมาจริงอย่างที่นกหนุ่มบอก
บัดนี้มันได้มาอยู่เบื้องหน้าแล้ว
ฉับพลันเกิดมีประกายไฟ และเสียงแผดคำรามขึ้นจากฟ้า
มดน้อยแลเห็นร่างของนกสาวร่วงหล่นลงสู่พื้นดิน
หรือมันอาจมาช้าไปเพียงนาทีเดียวเท่านั้น
มันยังคงเดินหน้ามุ่งสู่ต้นแสงจันทร์
อ้อมผ่านรองเท้าหลายคู่ ต้นแสงจันทร์นั้นมีขนาดมหึมาจริงอย่างที่นกหนุ่มบอก
บัดนี้มันได้มาอยู่เบื้องหน้าแล้ว
ฉับพลันเกิดมีประกายไฟ และเสียงแผดคำรามขึ้นจากฟ้า
มดน้อยแลเห็นร่างของนกสาวร่วงหล่นลงสู่พื้นดิน
หรือมันอาจมาช้าไปเพียงนาทีเดียวเท่านั้น
...
ชายหนุ่มยิ้มแล้ว เขามองเห็นร่างหนึ่งปรากฏขึ้นแต่ไกล
เป็นหญิงสาวที่เขาเฝ้ารอมาตลอดทั้งคืน
วันนี้เป็นวันสุดท้ายก่อนที่เขาจะจากที่นี่ไป
ในใจหวังเพียงได้กล่าวร่ำลากับหญิงผู้เป็นที่รัก
ถึงกลับยอมนั่งตากน้ำค้างจนถึงเช้า
แต่ทว่า... หญิงสาวไม่ได้มาเพียงคนเดียว
กลุ่มชายฉกรรจ์ในเครื่องแบบสีดำทะมึนแบบเดียวกันเดินตามมาถึงสามคน
แม้จะเป็นระยะที่ไกล แต่ชายหนุ่มสังเกตเห็นถึงน้ำตาบนใบหน้าของหญิงสาว
ในแววตาของเธอเหมือนกับจะบอกให้เขาวิ่งหนีไปซะ
แต่เบื้องหลังเขากลับมีชายในชุดแบบเดียวกันยืนอยู่ก่อนแล้วถึงสามคน
ร่างของเขาแม้ยังพอมีเรี่ยวแรงอยู่บ้าง แต่ตอนนี้ถึงกลับไม่สามารถขยับแม้ปลายนิ้ว
"สวัสดีครับ คุณเมตไตร"
เสียงเย็นชานี้กล่าวโดยชายชุดดำที่ใบหน้าประดับรอยยิ้มแสยะ
"กูเคยเตือนมึงแล้ว อย่ามายุ่งกับแฟนกูอีก"
ชายผิวขาวสะอาดคนหนึ่งเดินอ้อมมาจากด้านหลัง เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีขาว
หน้าตาสะอาดสะอ้านราวกับเป็นผู้มีตระกูลดีอย่างยิ่ง
เขาถึงกับเป็นลูกชายของ ส.ส. จังหวัดนี้
"เธอไม่เคยรักคุณเลย คุณก็รู้อยู่แก่ใจ"
ชายหนุ่มที่ชื่อเมตไตรก้มหน้าพลางกล่าวประโยคนี้ออกมา
ชายชุดดำถึงกับถลึงตา ไม่เชื่อว่าชายหนุ่มจะกล้าพูดถึงเพียงนี้
แต่ชายหนุ่มหน้าตาสะอาดคนนั้นกลับจ้องมองเขาด้วยสายตาเฉยชา
เอ่ยคำนึงขึ้นมาอย่างแผ่วเบา ราวกับว่าเป็นเรื่องธรรมดาสามัญในชีวิต
เสียงปืนถึงกับดังขึ้น
ร่างของชายหนุ่มเซถลาชนเข้ากับต้นแสงจันทร์อย่างจัง
ใบที่เหี่ยวแห้งใบหนึ่งหลุดออกจากขั้ว ร่วงลงสู่พื้นดิน
ภาพที่ปรากฎขึ้นตอนนี้ ดั่งว่าจะเป็นเหมือนนิยายน้ำเน่าก็อาจเปรียบได้
เป็นหญิงสาวที่เขาเฝ้ารอมาตลอดทั้งคืน
วันนี้เป็นวันสุดท้ายก่อนที่เขาจะจากที่นี่ไป
ในใจหวังเพียงได้กล่าวร่ำลากับหญิงผู้เป็นที่รัก
ถึงกลับยอมนั่งตากน้ำค้างจนถึงเช้า
แต่ทว่า... หญิงสาวไม่ได้มาเพียงคนเดียว
กลุ่มชายฉกรรจ์ในเครื่องแบบสีดำทะมึนแบบเดียวกันเดินตามมาถึงสามคน
แม้จะเป็นระยะที่ไกล แต่ชายหนุ่มสังเกตเห็นถึงน้ำตาบนใบหน้าของหญิงสาว
ในแววตาของเธอเหมือนกับจะบอกให้เขาวิ่งหนีไปซะ
แต่เบื้องหลังเขากลับมีชายในชุดแบบเดียวกันยืนอยู่ก่อนแล้วถึงสามคน
ร่างของเขาแม้ยังพอมีเรี่ยวแรงอยู่บ้าง แต่ตอนนี้ถึงกลับไม่สามารถขยับแม้ปลายนิ้ว
"สวัสดีครับ คุณเมตไตร"
เสียงเย็นชานี้กล่าวโดยชายชุดดำที่ใบหน้าประดับรอยยิ้มแสยะ
"กูเคยเตือนมึงแล้ว อย่ามายุ่งกับแฟนกูอีก"
ชายผิวขาวสะอาดคนหนึ่งเดินอ้อมมาจากด้านหลัง เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีขาว
หน้าตาสะอาดสะอ้านราวกับเป็นผู้มีตระกูลดีอย่างยิ่ง
เขาถึงกับเป็นลูกชายของ ส.ส. จังหวัดนี้
"เธอไม่เคยรักคุณเลย คุณก็รู้อยู่แก่ใจ"
ชายหนุ่มที่ชื่อเมตไตรก้มหน้าพลางกล่าวประโยคนี้ออกมา
ชายชุดดำถึงกับถลึงตา ไม่เชื่อว่าชายหนุ่มจะกล้าพูดถึงเพียงนี้
แต่ชายหนุ่มหน้าตาสะอาดคนนั้นกลับจ้องมองเขาด้วยสายตาเฉยชา
เอ่ยคำนึงขึ้นมาอย่างแผ่วเบา ราวกับว่าเป็นเรื่องธรรมดาสามัญในชีวิต
เสียงปืนถึงกับดังขึ้น
ร่างของชายหนุ่มเซถลาชนเข้ากับต้นแสงจันทร์อย่างจัง
ใบที่เหี่ยวแห้งใบหนึ่งหลุดออกจากขั้ว ร่วงลงสู่พื้นดิน
ภาพที่ปรากฎขึ้นตอนนี้ ดั่งว่าจะเป็นเหมือนนิยายน้ำเน่าก็อาจเปรียบได้
....
นกน้อยใกล้สิ้นแรง
แต่แล้วมดแดงหน้าตาประหลาดตัวหนึ่งก็ปรากฎอยู่เบื้องหน้า
นกน้อยถึงกับสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากนกหนุ่ม
"ข้าพเจ้านำข้อความจากนกหนุ่มตัวหนึ่ง คาดว่าคงเป็นท่านที่รอรับสารนี้"
มดน้อยหยุดพัก มองดูนกสาวที่กำลังจะตายแล้วถอนใจพลางนึกในใจ
"เหตุใดโลกจึงได้โหดร้ายถึงเพียงนี้"
มดน้อยไม่กล้าเอ่ยวาจาใดๆ ออกไป
แต่นกสาวกลับถามขึ้น
"คู่รักของข้าพเจ้า ... เค้าถูกมนุษย์จับตัวไปใช่หรือไม่"
มดน้อยได้แต่พยักหน้า
"เช่นนั้นข้อความที่เค้าฝากมา คงเป็นว่าเค้าได้สิ้นใจตายไปก่อนแล้ว"
มดน้อยนิ่งอึ้ง ถึงกับต้องพยักหน้าโดยไม่อาจขัดขืน
"แต่ท่านเชื่อข้าพเจ้าเถิด อย่าได้ไปเสี่ยงอันตรายเลย"
มดแดงเอ่ยทำนองขอร้อง
"ท่านไม่เข้าใจความรักของเราหรอก"
"ถึงจะต้องตายอย่างไรข้าพเจ้าก็ต้องไป"
"ความตายสุดท้ายแล้วแค่พรากชีวิต ไหนเลยพรากความรักได้"
มดน้อยต้องตื่นตะลึง เมื่อเห็นนกสาวลุกขึ้นสะบัดปีกจะบินขึ้นไปให้ได้
ทั้งๆ ที่เมื่อครู่ยังนอนหายใจเรี่ยราวกับจะสิ้นใจ
หรืออานุภาพของความรักจะมีอำนาจถึงเพียงนี้เชียว
"ข้าพเจ้าก็ย่ิอมมีความรัก"
มดน้อยเอ่ยขึ้น นกสาวถึงกับชะงักลงแล้วหันมามอง
เจ้ามดแดงกล่าวสืบไป
"ความจงรักภักดีก็เป็นความรักประการหนึ่ง"
"หากราชินีของข้าพเจ้าตกอยู่ในอันตรายเพียงใด ข้าพเจ้าย่อมต้องรุดไปช่วยเหลือ"
"ข้าพเจ้าก็ไม่ทราบมันเป็นความรู้สึกเช่นไร... แต่..."
มดน้อยสับสน ความคิดในหัวสมองมดเรียบเรียงไม่เป็นระบบ
"แต่ท่านกลับมั่นใจอย่างยิ่ง ท่านจะไม่สำนึกเสียใจที่เสี่ยงภัยช่วยเหลือนาง"
นกสาวกล่าวเสริมให้กับถ้อยคำที่ค้างอยู่ในหัวใจของมดน้อย
แล้วโผบินออกไป แม้ไม่รู้ทิศทาง
แต่แล้วมดแดงหน้าตาประหลาดตัวหนึ่งก็ปรากฎอยู่เบื้องหน้า
นกน้อยถึงกับสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากนกหนุ่ม
"ข้าพเจ้านำข้อความจากนกหนุ่มตัวหนึ่ง คาดว่าคงเป็นท่านที่รอรับสารนี้"
มดน้อยหยุดพัก มองดูนกสาวที่กำลังจะตายแล้วถอนใจพลางนึกในใจ
"เหตุใดโลกจึงได้โหดร้ายถึงเพียงนี้"
มดน้อยไม่กล้าเอ่ยวาจาใดๆ ออกไป
แต่นกสาวกลับถามขึ้น
"คู่รักของข้าพเจ้า ... เค้าถูกมนุษย์จับตัวไปใช่หรือไม่"
มดน้อยได้แต่พยักหน้า
"เช่นนั้นข้อความที่เค้าฝากมา คงเป็นว่าเค้าได้สิ้นใจตายไปก่อนแล้ว"
มดน้อยนิ่งอึ้ง ถึงกับต้องพยักหน้าโดยไม่อาจขัดขืน
"แต่ท่านเชื่อข้าพเจ้าเถิด อย่าได้ไปเสี่ยงอันตรายเลย"
มดแดงเอ่ยทำนองขอร้อง
"ท่านไม่เข้าใจความรักของเราหรอก"
"ถึงจะต้องตายอย่างไรข้าพเจ้าก็ต้องไป"
"ความตายสุดท้ายแล้วแค่พรากชีวิต ไหนเลยพรากความรักได้"
มดน้อยต้องตื่นตะลึง เมื่อเห็นนกสาวลุกขึ้นสะบัดปีกจะบินขึ้นไปให้ได้
ทั้งๆ ที่เมื่อครู่ยังนอนหายใจเรี่ยราวกับจะสิ้นใจ
หรืออานุภาพของความรักจะมีอำนาจถึงเพียงนี้เชียว
"ข้าพเจ้าก็ย่ิอมมีความรัก"
มดน้อยเอ่ยขึ้น นกสาวถึงกับชะงักลงแล้วหันมามอง
เจ้ามดแดงกล่าวสืบไป
"ความจงรักภักดีก็เป็นความรักประการหนึ่ง"
"หากราชินีของข้าพเจ้าตกอยู่ในอันตรายเพียงใด ข้าพเจ้าย่อมต้องรุดไปช่วยเหลือ"
"ข้าพเจ้าก็ไม่ทราบมันเป็นความรู้สึกเช่นไร... แต่..."
มดน้อยสับสน ความคิดในหัวสมองมดเรียบเรียงไม่เป็นระบบ
"แต่ท่านกลับมั่นใจอย่างยิ่ง ท่านจะไม่สำนึกเสียใจที่เสี่ยงภัยช่วยเหลือนาง"
นกสาวกล่าวเสริมให้กับถ้อยคำที่ค้างอยู่ในหัวใจของมดน้อย
แล้วโผบินออกไป แม้ไม่รู้ทิศทาง
....
........
ชายหนุ่มอยู่ในอ้อมกอดของหญิงสาว
กลุ่มชายชุดดำเหล่านั้นค่อยๆ เดินห่างออกไป
ใครจะเชื่อว่าภายใต้ใบหน้าอันคมคายของบุตรชายนักการเมืองผู้เป็นที่นับถือของใครทั่วไป
จะมีความอำมหิตเลวร้ายถึงเพียงนี้
น้ำตาของหญิงสาวหลั่งไหล
หยดลงบนเสื้อมอมแมมของชายหนุ่ม
เขาแม้ไม่อาจทนฝืนพูดประโยคสุดซึ้งอย่างในละคร
แต่ใบหน้าแสนสกปรกของเขากลับมีรอยยิ้ม
เป็นรอยยิ้มของคนที่มีความสุขยิ่ง
กลุ่มชายชุดดำเหล่านั้นค่อยๆ เดินห่างออกไป
ใครจะเชื่อว่าภายใต้ใบหน้าอันคมคายของบุตรชายนักการเมืองผู้เป็นที่นับถือของใครทั่วไป
จะมีความอำมหิตเลวร้ายถึงเพียงนี้
น้ำตาของหญิงสาวหลั่งไหล
หยดลงบนเสื้อมอมแมมของชายหนุ่ม
เขาแม้ไม่อาจทนฝืนพูดประโยคสุดซึ้งอย่างในละคร
แต่ใบหน้าแสนสกปรกของเขากลับมีรอยยิ้ม
เป็นรอยยิ้มของคนที่มีความสุขยิ่ง
........
ภายใต้ร่มต้นแสงจันทร์... ชีวิตของใครบางคนยังต้องดำเนินต่อไป...
..
นิทานเรื่องนี้ยังไม่จบ
และอาจไม่มีตอนจบ
ฉันเฝ้าคิดว่า ควรจะเลือกใช้ตอนจบแบบไหนดี
แต่เลือกแล้วเลือกอีก ฉันก็ไม่สามารถเลือกได้
ฉันกลัวว่าตอนจบจะทำลายความหวังของนกน้อยทั้งสอง
ฉันกลัวว่าตอนจบจะโหดร้ายเกินกว่าหญิงสาวจะทนทานได้
ฉันกลัวว่า มันอาจไม่ได้จบลงอย่างที่ฉันเขียนจริง ๆ
...
และอาจไม่มีตอนจบ
ฉันเฝ้าคิดว่า ควรจะเลือกใช้ตอนจบแบบไหนดี
แต่เลือกแล้วเลือกอีก ฉันก็ไม่สามารถเลือกได้
ฉันกลัวว่าตอนจบจะทำลายความหวังของนกน้อยทั้งสอง
ฉันกลัวว่าตอนจบจะโหดร้ายเกินกว่าหญิงสาวจะทนทานได้
ฉันกลัวว่า มันอาจไม่ได้จบลงอย่างที่ฉันเขียนจริง ๆ
...
ฉัีนเพียงหวัง
ให้เรื่องราวหลังจากนี้ มีแต่ความสุข
และอุปสรรคทั้งหมดจะปลาศนาการไปจนหมดสิ้น
ฉันยังหวังเช่นนั้น

ให้เรื่องราวหลังจากนี้ มีแต่ความสุข
และอุปสรรคทั้งหมดจะปลาศนาการไปจนหมดสิ้น
ฉันยังหวังเช่นนั้น

เขียนเก่งดีครับ
ข้อมูลเรื่องนกปิ๊ดจะลิวค่ะ
เป็นชื่อเรียกนกปรอดหัวโขน ของคนทางเหนือค่ะ
http://yalor.yru.ac.th/~research/biodiversity/room5-6/sangjun.html
ต้นแสงจันทร์ ที่เลือกต้นแสงจันทร์เพราะว่ามันอยู่ในรูปถ่ายค่ะ
เรื่องนี้เป็นเรื่องสั้นแนวไหนไม่รู้ค่ะ
นึกจะเขียนก็เขียนขึ้นมาเลย เพราะภาพนี้เป็นเหตุนี่แหละ อิอิ
#1 By แก้ว on 2007-10-18 23:19